รีวิวหนังสือ “บันทึกจากบ้านคนคุก”

บันทึกจากบ้านคนคุก ฟีโอดอร์ ดอสโตยเยียฟสกี

บันทึกจากคนคุก จะว่าเป็นนวนิยายก็ไม่เชิงเพราะเรื่องเกือบทั้งหมดเป็นประสบการณ์ตรงของดอสโตยเยียฟสกีในช่วงวัยรุ่นที่เค้าถูกตัดสินประหารชีวิตทันทีแต่ด้วยในข้อหาเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ศาสน์ กษัตริย์ (ในยุคของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่1)…

บันทึกจากบ้านคนคุก ฟีโอดอร์ ดอสโตยเยียฟสกี
บันทึกจากบ้านคนคุก ฟีโอดอร์ ดอสโตยเยียฟสกี

รีวิวหนังสือ “บันทึกจากบ้านคนคุก”
ฟีโอดอร์ ดอสโตยเยียฟสกี เขียน / ศ. ศุภศิลป์ แปล
สนพ. ทับหนังสือ , 540.-
.
อ่านงานของดอสโตยเยียฟสกีก็เหมือนงานของตอลสตอยตรงที่เนื้อเรื่องอาจไม่ค่อยหวือหวาเหมือนนิยายประโลมโลกแต่จะค่อยๆ ซึมลึก ต้องขบคิด ครุ่นคิด ถึงสิ่งที่ตัวละครพูดหรือแสดงออกมาตลอดเวลาอย่างไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ตัวว่าเราอินกับงานเขียนของพวกเขาแค่ไหนบางทีก็หลังจากที่อ่านจบไปแล้วแต่เรื่องราวบางฉากบางตอนยังฝังอยู่ในหัวเราไปอีกระยะนึง นี่อาจเป็นเสน่ห์ของวรรณกรรมระดับโลกเช่นเล่มนี้ก็ได้…
.
บันทึกจากคนคุก จะว่าเป็นนวนิยายก็ไม่เชิงเพราะเรื่องเกือบทั้งหมดเป็นประสบการณ์ตรงของดอสโตยเยียฟสกีในช่วงวัยรุ่นที่เค้าถูกตัดสินประหารชีวิตทันทีแต่ด้วยในข้อหาเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ศาสน์ กษัตริย์ (ในยุคของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่1) ด้วยความที่เป็นนักศึกษาที่บังเอิญไปคบค้าสมาคมกับพวกปัญญาชนที่เป็นเครือข่ายการเมืองล้มเจ้า แต่ตัวดอสโตยเยียฟสกีแทบไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือสมรู้ร่วมคิดเลยด้วยซ้ำ
.
หลังจากติดคุกอยู่ในห้องใต้ดินที่ป้อมเซนต์ปีเตอร์และเซนต์ปอลอยู่ 8 เดือน ในวันที่ถูกลากไปถึงลานประหารก็มีการกลับคำตัดสินเป็นให้เนรเทศไปติดคุกอยู่ที่ไซบีเรียเป็นเวลา 4 ปี และหลังจากออกจากคุกต้องไปเป็นทหารรับใช้กองทัพอยู่อีก 5 ปี เมื่อได้รับอนุญาตให้กลับบ้านในรัสเซียเขตยุโรปอีกครั้ง เค้าถึงได้เริ่มเขียนนิยายเรื่องนี้ขึ้นมา โดยใช้ชื่อตัวละครส่วนใหญ่เป็นนามสมมติ และมีเพิ่มสีสันให้ตัวละครบางตัวให้ดูเกินจริงไปบ้าง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและบุคคลที่เค้าอ้างถึงในนิยายเรื่องนี้แทบทั้งหมดคือบุคคลจริงที่มีบันทึกเอาไว้ (ในหนังสือจะหมายเหตุข้อเท็จจริงกำกับไว้เพื่อเป็นข้อมูลความรู้เกี่ยวกับในยุคนั้นๆ ด้วย)
.
จริงๆ นิยายเล่มนี้นอกจากจะเป็นบันทึกประสบการณ์จริงของชีวิตแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงสังคม วัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ ความเหลื่อมล้ำของชนชั้นที่ค่อนข้างรุนแรงในยุคนั้นเอาไว้ด้วย เห็นได้ชัดจากการที่ตัวเอกของเรื่องที่ดอสโตยเยียฟสกี้ให้ชื่อว่า อเล็กซานเดอร์ เปโตรวิช ที่โดนตัดสินจำคุก 10 ปีด้วยข้อหาฆ่าภรรยาตัวเอง (แทนที่จะเป็นตัวเขาเอง)
.
เปโตรวิชเกิดในชนชั้นที่เรียกว่าผู้ดีหรือสุภาพบุรุษ ไม่ใช่ไพร่หรือทาสติดที่ดินของเจ้าขุนมูลนาย ดังนั้นเข้าจึงได้รับการปฏิบัติที่เรียกว่าถึงแม้จะเลวร้ายแค่ไหนในคุก แน่นอนเพราะไม่มีความสะดวกสบายในคุก แต่ในชนชั้นของพวกเค้าก็ยังสบายมากกว่าชนชั้นที่ต่ำกว่า ไม่มีการเคี่ยนตีทารุณ เมื่อมีเงินก็สามารถหาซื้อความสะดวกสบายหรือการได้รับบริการเล็กๆ น้อยๆ จากพวกที่ต่ำกว่าได้
.
สิ่งที่เค้าได้พบเจอและอธิบายไว้ในบันทึกตลอดคือ กลุ่มชั้นผุ้ดีอย่างพวกเค้าต่อให้ทำดีหรือเป็นคนดีมากแค่ไหน ก็ยังสร้างความเกลียดชังเหม็นขี้หน้าจากชนชั้นต่ำอยู่เสมอๆ ต่อให้ช่วงหลังๆ เค้าจะเอาชนะใจพวกนั้นได้และพยายามอยากเป็นเพื่อน แต่สิ่งที่ได้รับคือความนับถือในน้ำใจและปฏิบัติดีด้วย แต่ไม่ใช่ในฐานะเพื่อนอยู่ดี
.
ช่วงปรับตัวในปีแรกๆ ของเปโตรวิช เริ่มตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในเรือนจำเค้าแทบจะทนไม่ได้ที่จะอยู่ให้พ้นแต่ละคืนวัน แต่ไม่นานความเป็นนักปรัชญาของเค้าก็ทำให้การมองโลกทั้งหมดเปลี่ยนไป การได้เรียนรู้ผู้คน ได้นั่งมองชีวิตแต่ละชีวิตที่มาจากหลากหลายที่จึงเป็นที่มาของความสนุกในแบบที่ต้องขบคิดแต่ก็วางไม่ลงในนิยายเล่มนี้
.
.
“ครั้งหนึ่งผมมีความคิดอย่างหนึ่งว่า ถ้าหากปรารถนาที่จะบีบคั้นและทำลายมนุษย์สักคนหนึ่งอย่างเต็มที่ และลงโทษเขาด้วยวิธีการที่น่าหวาดกลัวที่สุด การให้เขาทำงานหนักที่ไร้ประโยชน์และไร้เหตุผลอย่างที่สุดก็น่าจะเพียงพอแล้ว”
.
.
บางเรื่องที่ติดอยู่ในใจเปรโตวิชตลอดที่อยู่ในคุกก็คือความไม่เสมอภาคของการลงฑัณฑ์ที่ถึงแม้ลักษณะการก่ออาชญากรรมจะเหมือนกันก็จริงแต่เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการฆ่านั้นอาจแตกต่างกัน เช่น คนนึงฆ่าคนเพื่อชิงทรัพย์ อีกคนฆ่าคนเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของคนที่ตนรักจากฆาตกรหื่นกาม อีกคนฆ่าเพื่อปกป้องอิสรภาพ อีกคนฆ่าเพื่อความสนุกสนาน แต่สุดท้ายพวกเขาเหล่านั้นก็ได้รับโทษฑัณฑ์แทบไม่ต่างกัน…
.
หรือเรื่องการใช้ชีวิตที่แปลกประหลาดของนักโทษ เช่น หลายคนยอมทนทุกอย่างเพื่อที่จะหาเงินให้ได้เพียงเศษสตางค์ แต่พอได้มันมากลับเอาไปซื้อวอดก้าซึ่งเป็นของต้องห้ามที่สุดในคุก และดื่มอย่างเมามายอย่างไม่เกรงกลัวการถูกลงโทษและทำเหมือนไม่เห็นค่าของเงินที่ยอมแลกกับความเจ็บปวดเพื่อให้ได้มันมา แต่เปโตรวิชบอกว่า

“นี่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เห็นคุณค่าของมันแม้แต่น้อยซึ่งเมื่อมองครั้งแรกก็ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น…เขาทำเช่นนั้นเพราะมีอยู่สิ่งหนึ่งที่เค้าให้คุณค่าสูงกว่าเงิน ..อิสระภาพ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นภาพมายาบางอย่างของอิสรภาพ”

“คนเราทุกคน ไม่ว่าเขาจะเป็นใครและไม่ว่าเขาจะตกต่ำแค่ไหนจำเป็นจะต้องให้ความเคารพแก่เกียรติศักดิ์ศรีของเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง… นักโทษสำเหนียกว่าเขาเป็นนักโทษ เป็นคนที่ถูกสังคมอัปเปหิ.. แต่ทว่าไม่มีตราใดๆ ไม่มีโซ่ตรวนใดๆ สามารถทำให้เขาลืมว่าเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง”
.
.
“บันทึกจากบ้านคนคุก” เล่มนี้ถึงกับทำให้ตอลสตอยที่เมื่อได้อ่านงานของดอสโตยเยียฟสกี ถึงกับเขียนจดหมายกล่าวชมเชยทั้งที่ทั้ง 2 ไม่เคยได้พบเจอกันยกย่องให้บทประพันธ์เล่มนี้เทียบเท่ากับงานเขียนของพุชกิน มหากวีและนักเขียนเอกของโลก แถมยังทิ้งท้ายไว้ในจดหมายว่า “หากคุณพบดอสโตยเยียฟสกีช่วยบอกเขาว่า ผมรักเขา..”
.
.
ตูน (แอดมิน)
โลกของนักอ่าน
.
จะขอบคุณอย่างยิ่งถ้าเพื่อนๆ ช่วยกันแชร์และแนะนำหนังสือน่าอ่านกลับมาด้วยนะคะ เราจะได้ตามไปเก็บมาอ่านและรีวิวต่อเช่นกัน

Comments

comments

You Might Also Like