รีวิวหนังสือ “The Museum of Innocence : พิพิธภัณฑ์แห่งความไร้เดียงสา”

รีวิวหนังสือ “The Museum of Innocence : พิพิธภัณฑ์แห่งความไร้เดียงสา"

“วรรณกรรมแห่งความไร้เดียงสาของความรักที่สะท้อนสภาพสังคมในยุคไร้เดียงสาของตุรกี ในยุคที่สัมคมการเมืองศาสนาอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลง…“

รีวิวหนังสือ “The Museum of Innocence : พิพิธภัณฑ์แห่งความไร้เดียงสา"
รีวิวหนังสือ “The Museum of Innocence : พิพิธภัณฑ์แห่งความไร้เดียงสา”

รีวิวหนังสือ “The Museum of Innocence : พิพิธภัณฑ์แห่งความไร้เดียงสา”
Orhan Pamuk เขียน / นพมาส แววหงส์ แปล
สนพ. มติชน , 620.-
.
เป็นนิยายที่เล่าเรื่องความรักของตัวเอกที่มีคู่หมั้นอยู่แล้วแต่ดันไปหลงรักเด็กสาวไร้เดียงสาที่จิตใจแข็งแกร่งและเป็นตัวของตัวเองในยุคที่ตุรกีอยู่ระหว่างกลางเก่ากลางใหม่ในเรื่องศาสนา คือ สังคมส่วนหนึ่งยังอยู่ในยุคเคร่งศาสนาอย่างที่สุด กับคนหนุ่มสาวที่เริ่มทำวัฒนธรรมยุโรปเข้ามาเปลี่ยนแปลงสังคมเปิดโลกใบใหม่ในอิสตัลบู การฟรีเซ็กซ์ อยู่ก่อนแต่ง ไม่สวมฮิญาบ แต่งตัวตามสมัยใหม่ ฯลฯ
.
หลากความรู้สึกที่กดดันอยู่ภายในใจของตัวละคร จึงทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆ ผูกพันเป็นปมที่บางครั้งก็หนักหนาสาหัส บางครั้งก็สุขสดชื่น บางครั้งก็ยอมอ่อนตาม บางครั้งก็ลุกขึ้นมาต่อต้าน เรียกว่าเป็นนิยายที่สนุกแบบหม่นๆ ดีเหมือนกัน
.
เนื้อเรื่องดำเนินเรื่องแบบเล่าย้อนอดีตไปตามสิ่งของต่างๆ ที่ตัวเอกเก็บรวบรวมเอาไว้เพื่อระลึกถึงความทรงจำทั้งหมดที่เกี่ยวกับความรักของเค้า โดยเฉพาะสิ่งของของ ฟูซุน เด็กสาวที่ทำให้ได้เรียนรู้ความรักที่อยู่นอกเหนือศีลธรรมและต้องต่อสู้กับความกดดันภายในมากมาย ในมิวเซียมแห่งความไร้เดียงสานี้มีทุกอย่างที่ทำให้หวนระลึกถึง เช่น ต่างหู ก้นบุหรี่ ผ้า แม้กระทั่งกระดาษที่เคยสัมผัสตัวของฟูซุน
.
ทั้งที่ตัวเอกกำลังจะแต่งงานกับหญิงที่คบกันมานานอย่างเปิดเผย ซึ่งในยุคนั้นถึงแม้จะเริ่มเปลี่ยนแปลงแนวคิดศาสนาทางศาสนา ไม่เคร่งครัดเหมือนอดีต แต่การที่หญิงกับชายจะใช้วิตอยู่ด้วยกันมีสัมพันธ์กันก่อนแต่งนั้น ยอมรับได้ก็เฉพาะกับคนที่มั่นใจว่าจะแต่งกันแน่นอนเท่านั้น… และตัวเอกก็ดันมาพบกับสาวน้อยอายุ 18 ที่เป็นญาติห่างๆ จะเรียกว่าเป็นรักแรกพบก็ว่าได้เลยทำให้เค้าทั้งสองถลำลึกลงไปและยากที่จะกลับขึ้นมา
.
ความสัมพันธ์ลับๆ นี้จะไม่ถูกเปิดเผยถ้าทั้งคู่ไม่ตกหลุมรักซึ่งกันและกัน จนเมื่อถึงวันหมั้นของตัวเอกเป็นจุดพีคที่ทำให้เค้าแทบจะทนอยู่กับคู่หมั้นไม่ได้อีกต่อไป เรื่องราวดำเนินไปแบบลุ้นและเจ็บปวดมาก และยิ่งเพิ่มความหนักหน่วงเข้าไปอีกหลังงานหมั้นเรียบร้อยแล้ว ตัวเอกจึงเพิ่งรู้ว่าเค้าอยู่ไม่ได้โดยขาดฟูซุนที่เค้ารัก แต่ทุกอย่างก็ต้องดำเนินไปตามม่านวัฒนธรรม
.
ตัวเอกและคู่หมั้นเปิดอกคุยกันพยายามประคับประคองความคาดหวังของครอบครัวและสังคมเพื่อจะผ่านมันไปให้ได้ สุดท้ายเรื่องราวทั้งหลายในเรื่องนี้หักมุมแล้วหักมุมอีก ยอมรับเลยว่าคนเขียนเก่งมากๆ ที่เล่นกับอารมณ์คนอ่านแบบที่ยากจะคาดเดาจริงๆ ค่ะ
.
นอกจากจะได้เรียนรู้เรื่องความรัก ครอบครัว ความเหลื่อมล้ำทางสังคมของชาวตุรกีในยุค 70 แล้ว ยังได้ความรู้เรื่องทางศาสนา ความเชื่อ การดำเนินชีวิตตามหลักปฏิบัติไปด้วยเหมือนกับเราร่วมอยู่ในยุคนั้นที่อิสตัลบูลจริงๆ เป็นอีกเรื่องที่คอวรรณกรรมควรหยิบมาอ่านกันค่ะ ^^
.
ตูน (แอดมิน)
📚โลกของนักอ่าน
.
จะขอบคุณอย่างยิ่งถ้าเพื่อนๆ ช่วยกันแชร์และแนะนำหนังสือน่าอ่านกลับมาด้วยนะคะ เราจะได้ตามไปเก็บมาอ่านและรีวิวต่อเช่นกัน

Comments

comments

You Might Also Like