รีวิวหนังสือ “GDP ประวัติศาสตร์เบื้องหลังตัวเลขเปลี่ยนโลก”

รีวิวหนังสือ "GDP ประวัติศาสตร์เบื้องหลังตัวเลขเปลี่ยนโลก" Diane Coyle

“จีดีพีไม่ใช่มาตรวัดสวัสดิภาพของผู้คน และไม่เคยมีใครตั้งใจให้มันทำหน้าที่ดังกล่าว เราใช้จีดีพีเพียงเพื่อวัดขนาดการผลิตเพื่อให้ใช้ทรัพยากรเชิงวัตถุและแรงงานอันขาดแคลนได้อย่างมีประสิทธิภาพ.. ถ้าเรามุ่งหวังจะพัฒนาวิธีวัดสวัสดิภาพทางเศรษฐกิจของคนในชาติ เราก็ไม่ควรเริ่มจากการใช้จีดีพี”

รีวิวหนังสือ "GDP ประวัติศาสตร์เบื้องหลังตัวเลขเปลี่ยนโลก" Diane Coyle
รีวิวหนังสือ “GDP ประวัติศาสตร์เบื้องหลังตัวเลขเปลี่ยนโลก”
Diane Coyle

รีวิวหนังสือ “GDP ประวัติศาสตร์เบื้องหลังตัวเลขเปลี่ยนโลก”
Diane Coyle เขียน, ฐณฐ จินดานนท์ แปล
สนพ. Openworlds Thailand , 265.-
.
เปิดโลกในอีกมุมของตัวเลข GDP ที่ถูกยกย่องว่าเป็นประดิษฐกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 และยังใช้เป็นตัวเลขสำคัญที่บ่งบอกถึงความร่ำรวยมั่งคั่งกันมาถึงทุกวันนี้ ที่จริงแล้วตัวเลขทางสถิติเหล่านี้เป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจมวลรวมของประเทศได้จริงๆ หรือ? ถ้ามันทำได้จริง ทำไมกรีซ ก่อนที่จะล่มสลายตัวเลข GDP กลับพุ่งสูงขึ้นสวนทาง?
.
ผลการรายงานจากการสอบสวนของคณะกรรมาธิการยุโรปทำให้รู้ว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจของกรีซถูกตกแต่งมานานหลายปี เป็นการรายงานที่ผิดซ้ำๆ กรีซประกาศว่าจีดีพีของเค้ามีมูลค่าสูงกว่าที่ประเมินไว้ถึง 25% โดยได้ทำการบวกเพิ่มพวกเศรษฐกิจที่อยู่นอกบัญชี หมายถึง พวกหนีภาษี ของผิดกฏหมายเข้าไปด้วย การแต่งบัญชีตัวเลขจีดีพีทำขึ้นเพื่อรับกับการที่ประเทศต้องยื่นขอกู้เงินเพิ่มพอดี เพราะขนาดของจีดีพีเป็นตัวแปรที่ทำให้ผู้ให้กู้ใช้ประเมินความสามารถในการใช้หนี้ของประเทศด้วยเช่นกัน
.
แล้วเราจะยังเชื่อถือสถิติ GDP เหล่านี้ได้หรือไม่?
หนังสือเล่มนี้อธิบายในอีกแง่มุมนึงให้ได้ฉุกคิดและมองเห็นภาพในอีกมิตินึงที่ว่าทำไมต้องมี GDP และทำไม GDP ถึงสำคัญที่ทำให้ทุกประเทศต้องผูกตัวเองเอาไว้ เริ่มจากความหมายของจีดีพีจุดเริ่มต้นของจีดีพีตั้งแต่สงคราม ในศตวรรษที่ 18 แล้วค่อยๆ พัฒนาปรับปรุงการเก็บข้อมูล การคำนวนตัวเลขสถิติต่างๆ จนมาเป็นมาตรฐานปัจจุบัน
.
ในสมัยก่อนกระบวนการผลิตต่างๆ ยังไม่ซับซ้อนเท่าในปัจจุบันการใช้จีดีพีจึงค่อนข้างเห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรมจับต้องได้ หนังสือเล่มนี้ ย้อนไปเล่ารายละเอียดตั้งแต่ยุคเริ่มแรกของการเก็บข้อมูลบัญชีประชาชาติกันเลยทีเดียว
.
จนมาถึงยุคของ อดัม สมิธ ที่แบ่งแรงงานออกเป็น 2 พวก ได้แก่ พวกที่ผลิต และ พวกที่ไม่ผลิต โดยอดัม สมิธ ไม่ได้นับทุกคนเข้าไปในรายได้ประชาชาติแต่นับเฉพาะคนที่ผลิตสินค้าออกมาเป็นชิ้นๆ เท่านั้น เค้าให้ตัวอย่างว่า ภาคบริการที่เพิ่มขึ้นเป็นต้นทุนของระบบเศรษฐกิจ เหมือนกับบ่าวไพร่ที่เป็นต้นทุนของนายเพราะบ่าวไม่ได้ผลิตอะไร และที่สำคัญ สมิธถือว่าเงินที่สูญไปเพื่อสงครามและนำไปจ่ายหนี้สาธารณะก็ไม่ได้สร้างอะไรเช่นกัน ความมั่งคั่งของชาติ คือ ปริมาณทรัพทย์สินที่จับต้องได้ ลบ หนี้สาธารณะ ส่วนรายได้ประชาชาติเป็นผลที่เกิดจากความมั่งคั่งของชาติอีกต่อนึง คาร์ล มาร์กซ เองก็ใช้แนวคิดนี้เป็นพื้นฐานเช่นกัน
.
ยังมีการพัฒนาการปรับปรุงแนวคิดอีกหลายคนสำคัญ ซึ่งมีรายละเอียดเยอะมาก แต่สิ่งสำคัญที่เล่มนี้มุ่งเน้นก็คือ ในปัจจุบันมีการวิพากษ์วิจารณ์เยอะมากเกี่ยวกับ GDP ว่า ตัวเลข GDP นี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวัดระดับสวัสดิภาพหรือความอยู่ดีกินดีของคน จึงเป็นเรื่องที่เราต้องทบทวนว่าตัวเลขเหล่านี้ล้าสมัยเกินไปหรือเปล่าที่จะนำมาใช้เป็นมาตรฐาน ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 จนถึงตอนนี้ ศตวรรษที่ 21 ยุคที่การผลิตและบริการแทบจะแยกจากกันไม่ได้ยุคที่นวัตกรรมสร้างความเจริญก้าวหน้าถึงขีดสุดจนการคำนวนตัวเลข GDP เองอาจไปได้ไม่ถึง
.
เช่น นวัตกรรมแสงสว่างในครัวเรือน จากที่แต่ก่อนเราใช้เทียนไขสัตว์เพื่อให้แสงสว่าง มาเป็นน้ำมันก๊าซ จนมาถึงหลอดไฟฟ้า สมัยก่อนพอฟ้ามืดคนก็เข้านอนเพราะการเข้าถึงแสงสว่างมีราคาแพงและหายาก ปัจจุบันราคาของแสงสว่างถูกมากและคุณภาพก็สูงขึ้นหลายเท่าทวี แต่สถิติตัวเลขดิบที่ใช้ประเมินค่า GDP อย่างจำนวนเทียนไขหรือหลอดไฟและโคมไฟที่คนซื้อไปไม่ได้สะท้อนราคาที่ลดลง และคุณภาพที่สูงขึ้นตามความจริงที่เป็น
.
ดูเหมือนเป็นเรื่องตัวเลขเครียดๆ งงๆ แต่บอกเลยว่าหนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องแบบพื้นฐานสุดๆ สำหรับคนทั่วไปสามารถอ่านและเข้าใจได้ง่ายๆ เหมือนเพื่อนเล่าให้ฟัง ยืนยันโดยตัวแอดเองที่ไม่เคยเรียนวิชาเหล่านี้มาก่อนยังอ่านแล้วเข้าใจได้ไม่ยากค่ะ อยากแนะนำให้อ่านประดับความรู้ไว้ เพื่อให้เราได้มองเห็นอะไรที่ลึกขึ้นเวลาดูหรือฟังข่าว เมื่ออ่านแล้วเราจะเห็นภาพที่มันตรงกันข้ามกันอยู่เสมอ ระหว่างสถิติกับความเป็นจริงในชีวิตประจำวัน เราจะได้ไม่ งง ว่าทำไม GDP ประเทศเพิ่มแต่ตัวเองจนลง อิอิ…
.
:::เนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ:::
“ในปี 1987 อิตาลีประกาศปรับเพิ่มตัวเลขจีดีพีภายในชั่วข้ามคืน นักสถิติของทางการตัดสินใจนำประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจนอกระบบมารวมไว้ในจีดีพี ส่งผลให้ตัวเลขเพิ่มขึ้นหนึ่งในห้า และทำให้เศรษฐกิจอิตาลีแซงสหราชอาณาจักรขึ้นไปรั้งตำแหน่งเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ห้าของโลก
…รายงานใน New York Times เขียนไว้ว่า กระแสความรื่นเริงแผ่ปกคลุมไปในหมู่ขาวอิตาลี เมื่อนักเศรษฐศาสตร์ปรับตัวเลขสถิติใหม่ โดยนำเศรษฐกิจใต้ดินอันน่าพรั่นพรึงของพวกหนีภาษีและคนงานผิดกฏหมายมาคิดคำนวณด้วยเป็นครั้งแรก”
-ข้อความจากหนังสือ GDP-
.
“แต่ก็มีข้อเสนอเชิงนโยบายที่น่าตื่นตากว่า นั่นคือ เราควรจะหันมาวัดความสุขแทนที่จะมุ่งวัด GDP ในสหราชอาณาจักรเองก็มีโครงการรณรงค์เพื่อความสุขและรัฐบาลเองก็เกาะกระแสไปด้วย น่าสะอิดสะเอียนมากที่บางคนถึงขั้นทำตัวเป็นกองเชียร์
สรรเสริญราชาแห่งภูฏานเพราะพระองค์ทรงเอ่ยอ้างว่ามีพระราชประสงค์เพิ่มระดับความสุขมวลรวมประชาชาติ ทั้งที่ภูฏานเองยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุด และยังมีความเป็นอำนาจนิยมสูง”
-ข้อความจากหนังสือ GDP-
.
.
.
📚#โลกของนักอ่าน
ตูน (แอดมิน)
.
🙂 จะขอบคุณอย่างยิ่ง ถ้าเพื่อนๆ ช่วยกันแนะนำหนังสือน่าอ่านมาในคอมเม้นด้วย ตูนจะได้ตามไปหามาอ่านและเก็บใส่ห้องสมุดส่วนตัวนะคะ 🙂

Comments

comments

You Might Also Like