รีวิวหนังสือ “ไล่คว้าแสง”

รีวิวหนังสือ “ไล่คว้าแสง"

“การศึกษาธรรมชาติของข้าพเจ้า ตั้งอยู่บนฐานของประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตล้วนๆ”
-เกอเธ่-
.
แค่อ่านคำโปรยจากปกหนังสือก็จัดมาแบบไม่ต้องคิดเลย เขาบอกว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือประวัติศาสตร์และไม่ใช่หนังสือวิชาการด้านวิทยาศาสตร์หรือฟิสิกส์ แต่เป็นหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับแสง…

รีวิวหนังสือ “ไล่คว้าแสง"
รีวิวหนังสือ “ไล่คว้าแสง”

รีวิวหนังสือ “ไล่คว้าแสง”
อาเธอร์ ซายองค์ เขียน / นัยนา นาควัชระ แปล
สนพ. สวนเงินมีมา , 450.

✏️ซึ่งเมื่ออ่านจบแล้วสรุปได้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือชีวประวัติของแสงโดยละเอียดซึ่งเล่าตั้งแต่ยุคโบราณที่แสงคือพระเจ้า คือชีวิต คือจิตวิญญาณ คือสิ่งเคารพบูชา คือตำนาน ที่สะท้อนผ่านวิถีชีวิต วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ศิลปะ วรรณกรรม ฯลฯ ผ่านความครุ่นคิดและแนวคิดของนักปรัชญาโบราณ จนค่อยๆ ก้าวข้ามมาเป็นวิทยาศาสตร์ยุคอริสโตเติล กาลิเลโอ นิวตัน มาจนถึงวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่พลิกโลกอีกครั้งของ ไอน์สไตน์

✏️เป็นหนังสือที่อ่านสนุกและต้องใช้เวลาในการอ่านเพื่อให้เข้าถึงความรู้สึกในแต่ละยุคที่มีพัฒนาการในแนวคิดเรื่องแสงไปด้วย เพราะเนื้อเรื่องไล่เรียงผ่านกาลเวลาทำให้เราค่อยๆ ซึมซับการเปลี่ยนแปลงของแนวคิดและมุมมองแต่คนในแต่ละยุคสมัยมองเรื่องแสงแตกต่างกันออกไป แต่ในความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะแยกจากกันอย่างชัดเจน ระหว่างมุมมองเชิงศาสนา จิตวิญญาณ และแนวคิดของจิตรกร กวี กับมุมมองเชิงวิทยาศาสตร์ล้วนๆ นั้นกลับมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนผสมปนเปอย่างแยกจากกันไม่ออกอยู่ด้วย
.
✏️ชอบที่เปิดเนื้อหามาด้วยเรื่องเล่าของคนที่ตาบอดตลอดชีวิตหลายเคสทั้งเด็กและคนแก่ที่เพิ่งได้รับการเปลี่ยนดวงตาเพื่อให้มองเห็นโลกที่ (คนตาดีมองเห็นว่า) สวยงามใบนี้ สุดท้ายกลับกลายเป็นการทำร้ายคนคนหนึ่งโดยไม่รู้ตัว คนที่ตาบอดตลอดชีวิตหลายคนที่มีดวงตาใหม่กลับมองไม่เห็นในสิ่งที่คนทั่วไปเห็น หรือพยายามอย่างมากที่จะใช้ชีวิตในโลกใบใหม่ที่เคยต้องการมาตลอดชีวิต หลายคนถึงกับอยากกลับไปอยู่ในโลกอันมืดมิดที่เค้าคุ้นเคย หรือคิดจะฆ่าตัวตายเลยทีเดียว… แล้วอะไรที่ทำให้อวัยวะที่สุดวิเศษในมุมของวิทยาศาสตร์อย่างดวงตาถึงทำให้การมองเห็นของแต่ละคน ในแต่ละสถานที่ สังคม วัฒนธรรม หรือยุคสมัยกลับมองไปที่สิ่งเดียวกันแต่เห็นไม่เหมือนกัน หรือเพราะแสงที่ทำให้เราเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์แบบตามความคิดของเราต้องสมดุลกันระหว่างแสงภายนอก (วิทยาศาตร์) และแสงภายใน (จิตวิญญาณ)…
.
✏️อ่านเล่มนี้แล้วนอกจากจะได้รู้จักความเป็นมาของแสงในทุกแง่มุมแล้ว ยังได้รู้จักนักปรัชญา กวี จิตกรเอก เรื่องเกี่ยวกับศาสนา ตำนาน และนักวิทยาศาสตร์ผู้เปลี่ยนโลกแทบครบทุกคนในเล่มเดียวเลย ตั้งแต่ยูคลิด, เพลโต, โฮเมอร์, เคปเลอร์, เกอเธ่, อริสโตเติล, ดาร์วินชี, กาลิเลโอ, เดส์การ์ตส์, ฟาราเดย์, นิวตัน, ไอน์สไตน์ และเทพในตำนานทั้งหลาย (เล่มเดียวคุ้ม 5555)

✏️และยังได้เห็นพัฒนาการในภาพกว้างว่ากว่าจะมาเป็นวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ในวันนี้ นัดคิดนักทดลองในแต่ละยุคสมัยต้องผ่านอะไรกันมาบ้าง ประสบการณ์บนเส้นทางแบบลองผิดลองถูกบางเรื่องใช้เวลาหลายร้อยปีเพื่อถกเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายในสมมติฐานของตน บางคนยอมแลกชีวิตเพื่อค้นหากายวิภาคแสง บางยุคมองว่าแสงก็เหมือนกับคลื่นในน้ำเป็นสสารที่มีตัวตนชัดเจนจับต้องได้ แสงเดินทางมาถึงทฤษฏีฟิสิกส์ควอนตัมในปัจจุบัน และมนุษย์ที่ผ่านการไล่คว้าแสงกันมาอย่างยาวนานก็ยังคงต้องพยายามกันต่อไป
.
.
(ข้อความจากหนังสือ)

📒“เราปั้นดินให้เป็นหม้อ แต่พื้นที่ว่างภายในหม้อนั้นต่างหากที่โอบอุ้มสิ่งของข้างในเอาไว้”
-เล่าจื่อ-

📒“ซาเกรโต : ข้าพเจ้าอดที่จะงุนงงไม่ได้เมื่อได้ยินว่า คุณลักษณะที่สมบูรณ์และประเสริฐที่สุดของบรรดาเทหวัตถุต่างๆ ในจักรวาล คือความยืนยงคงที่ไม่แปรเปลี่ยนและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะในส่วนตัวแล้ว ข้าพเจ้าคิดว่าโลกนี้สุดประเสริฐและน่าชื่นชมเพียงเพราะมันมีความหลากหลาย มีการเปลี่ยนแปลง และมียุคสมัย ฯลฯ ที่เกิดขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง”
-กาลิเลโอ ค.ศ.1632-

📒“ในปี ค.ศ.1609 กาลิเลโอ..ประดิษฐ์กล้องโทรทัศน์ของตนเองขึ้นมาหลายชิ้น เมื่อเขายกสิ่งประดิษฐ์ขึ้นส่องไปที่สวรรค์เบื้องบน เขาได้ล้วงล้ำเข้าไปในห้วงหาวอันศักดิ์สิทธิ์ด้วยจิตที่เป็นวิทยาศาสตร์ของมนุษย์เดินดิน.. เมื่อเขามองขึ้นไปบนสวรรค์แทนที่เขาจะเห็นหมู่เทวดาซึ่งสมบูรณ์หมดจด เขากลับเห็นปล่องภูเขาไฟและภูเขาน้อยใหญ่บนพื้นผิวดวงจันทร์ที่ครั้งหนึ่งเคยเกลี้ยงเกลาดุจกระจกเงา เขาเห็นดวงดาวที่เกิดขึ้นใหม่ (คือดวงจันทร์บริวาร) โคจรเป็นวงรอบดาวพฤหัสที่อยู่ไกลออกไป และแม้แต่ดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแสงบริสุทธิ์แห่งพระผู้เป็นเจ้า ก็มีจุดดำใหญ่น่ากลัว ทันใดนั้น ความสมบูรณ์แบบก็หายวับไปกับตา เราไม่อาจชื่นชมมันได้อีกในค่ำคืนที่มีแสงดาวพร่างพราวเต็มท้องฟ้า ไม่มีเทพเทวดาหรือพระผู้เป็นเจ้ามาให้แสงสว่างแก่จักรวาลดุจดั่งสุริยเทพเฮลิออสอีกต่อไป…”
.
.
อ่านจบแล้วเลยทำให้นึกอยากอ่านงานของโฮเมอร์เรื่องโอดิสซี กับงานของเกอเธ่เรื่องทฤษฏีสีขึ้นมาเลย โชคดีที่ได้อ่านเฟาสท์ของเกอเธ่แล้วพอได้ฟังเรื่องเล่าในเล่มนี้ก็ยิ่งเห็นแสงที่ว่างขึ้นมาอีกนิดนึง 😃

“รัศมีรุ้งสะท้อนนัยว่ามนุษย์เพียรพยายาม
ตรองดูเถิดแล้วจะแจ้งในความหมาย
ว่าสีสันของชีวิตมีความหมาย…และงดงาม”
-จากเรื่องเฟาสท์ของเกอเธ่-
.
.
📚โลกของนักอ่าน #รีวิวหนังสือ #bookreview #ห้องสมุดส่วนตัว #หนังสือ #แนะนำหนังสือ #อ่านสร้างชาติ #ไล่คว้าแสง #อาเธอร์ซายองค์ #นัยนานาควัชระ #วิทยาศาสตร์ #จิตวิญญาณ #แสง #สวนเงินมีมา
.
ตูน (แอดมิน)
โลกของนักอ่าน
.
จะขอบคุณอย่างยิ่งถ้าเพื่อนๆ ช่วยกันแชร์และแนะนำหนังสือน่าอ่านกลับมาด้วยนะคะ เราจะได้ตามไปเก็บมาอ่านและรีวิวต่อเช่นกัน

Comments

comments

You Might Also Like