รีวิวหนังสือ “วิทยาศาสตร์แห่งความสุข”

รีวิวหนังสือ “วิทยาศาสตร์แห่งความสุข"

“เราไม่อาจรับปัญญามาจากใครได้ เราต้องค้นหามันด้วยตัวเอง โดยเฉพาะหลังเดินทางผ่านเรื่องเลวร้ายชนิดที่ไม่มีใครอื่นจะผ่านแทนเราได้ ไม่มีใครปัดเป่ามันให้เราได้ เพราะปัญญาของเราคือมุมมองที่สุดท้ายแล้วเราจะเลือกใช้มองโลก”
-มาร์เซล พรุสต์-

.

รีวิวหนังสือ “วิทยาศาสตร์แห่งความสุข"
รีวิวหนังสือ “วิทยาศาสตร์แห่งความสุข”

รีวิวหนังสือ “วิทยาศาสตร์แห่งความสุข”
Jonathan Haidt เขียน / โตมร ศุขปรีชา แปล
สนพ. SALT , 450.-
.
จริงๆ หนังสือเล่มนี้คือเดินผ่านและหยุดดูหลายรอบเพราะปกสวย 555 สุดท้ายในวันว่างๆ วันนึงเลยลองหยิบจากชั้นมายืนอ่านยิ่งอ่านก็ยิ่งอยากอ่านต่อ ผู้เขียนซึ่งเป็นนักจิตวิทยาได้เขียนเรื่องราวของการค้นหาความสุขของมนุษย์ผ่านภูมิปัญญา ปรัชญา วิทยาศาสตร์ด้วย ถ้าคนที่ชอบอ่านแนวจิตวิทยา พฤติกรรมมนุษย์ กลไกการทำงานของสมอง พันธุกรรม รวมไปถึงความเชื่อทางด้านศาสนาปรัชญาแล้วละก็ ควรอ่านเล่มนี้ด้วยค่ะ ^^
.
เนื้อเรื่องเริ่มปูพื้นจากการเล่าเรื่องจิตของมนุษย์ว่าทำงานอย่างไร ทำไมบางครั้งก็สัมพันธ์หรือขัดแย้งกันเอง ศีลธรรมก็เป็นตัวหนึ่งที่ทำให้เกิดเงื่อนไขในการตัดสินใจ โดยเล่าเรื่องจากภูมิปัญญาที่สอนกันมาตั้งแต่อดีตมาผสมกับหลักวิทยาศาสตร์คือกลไกของสมอง สารเคมีที่หลั่งออกมามีผลกับการตัดสินใจ ความรู้สึกของเราทั้งสิ้น ยังรวมไปถึง ความสุขนั้นสามารถส่งต่อกันได้ผ่านทางยีนจากรุ่นสู่รุ่น
.
พอได้อ่านเล่มนี้ทำให้นึกถึงเรื่องที่บอกว่าชาวตะวันตกสนใจเรื่องการทำสมาธิในแนวพุทธมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวผู้เขียนเองก็ได้ศึกษาวิจัยในเรื่องนี้เหมือนกันถึงขนาดย้ายไปอยู่อินเดียหลายปีเพื่อให้เข้าใจในวัฒนธรรม ศาสนา การใช้ชีวิตของชาวเอเชียที่ดูจะเข้าใจชีวิตและมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รวมถึงการให้ การถ้อยทีถ้อยอาศัย การไม่ยึดมั่นถือมั่นมากกว่าชาวตะวันตก และสุดท้ายโยงไปถึงสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้มนุษย์อยู่ต่อไปได้ ก็คือ การหาความหมายของชีวิต
.
ในเล่มยังพูดถึงแนวคิดของ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ในเรื่อง อีโก้ ซุปเปอร์อีโก้ และอิด ซึ่งอุปมาเหมือนที่เพลโตว่าไว้โดยบอกว่า ตัวตนหรือวิญญาณคือรถม้า ที่มีจิตส่วนที่สงบและเป็นเหตุผลถือบังเหียนอยู่ (อีโก้) และสารถีนั้นต้องควบคุมม้าทั้ง 2 ตัว คือ ม้าผู้รักในเกียรติ ถ่อมตน ควบคุมตัวเองได้แต่บางครั้งก็อยู่ในกฏเกณฑ์ของสังคมเกินไป (ซุปเปอร์อีโก้) ส่วนม้าอีกตัวเลวดีดดิ้น โอ้อวด ไร้ความเหมาะควร หูหนวกไม่รับฟังสิ่งใด ไปตามแรงปรารถนา จะสั่งการก็ต้องใช้แส้เท่านั้น (อิด)
.
หรืออคติแง่ลบที่ทำให้มนุษย์เรามีความสุขน้อยกว่าที่ควรจะเป็นมาก เหมือนที่เบนจามิน แฟรงกลิน บอกว่า “เราไม่ได้รู้สึกรู้สมกับสุขภาพที่ดีเยี่ยมมากเท่ากับอาการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อย” เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากการวิวัฒนาการการเอาตัวรอดตามกฏธรรมชาติด้วยที่ทำให้ประสาทในส่วนการกระตุ้นเชิงลบถูกใช้งานตื่นตัวอยู่เสมอเพื่อให้ระวังศัตรู จะสู้หรือจะหนี การจับตาสงสัยจึงมักตอบสนองต่อเรื่องร้ายๆ มากกว่าเรื่องที่ดี
.
เนื้อหาตลอดทั้งเล่มตั้งคำถามพร้อมคำตอบให้หายสงสัยว่า การขัดแย้งกันในตัวตนของเรานั้นเกิดจากอะไร แล้วอะไรคือความสุขที่แท้จริงหมายถึงสิ่งที่เรารู้สึกดีที่อยู่กับอารมณ์นั้นได้ยาวนาน
.
.
:::ข้อความจากหนังสือ:::

“บางครั้งเราพูดว่า ร่างกายมีจิตใจเป็นของมันเอง แต่นักปรัชญาฝรั่งเศส มีเชล เดอ มองแตญ ก้าวไปอีกขั้นโดยเสนอว่าแต่ละส่วนของร่างกายมีอารมณ์และเจตจำนงของตัวเอง เค้าทึ่งกับความเป็นอิสระขององคชาติ

-เราสังเกตได้ถูกต้องแล้วถึงการยินยอมและไม่ยินยอมของอวัยวะส่วนนี้ที่กระดกตัวมันเองไปด้านหน้าอย่างไม่เหมาะควรยิ่งในยามที่เราไม่ต้องการ และปล่อยให้เราหดหู่อย่างไม่เหมาะควรยิ่งอีกเช่นกันในยามที่เราต้องการมันมากที่สุด มันขันแข่งกับเจตจำนงของเราในอันที่จะครองอำนาจ- ”

“คำสอนอย่างหนึ่งที่เป็นสากลที่สุดในหลากหลายวัฒนธรรมและยุคสมัยก็คือ เราล้วนปากว่าตาขยิบกันทั้งนั้น และเวลาเราประณามความปากว่าตาขยิบของคนอื่นก็เท่ากับเราตอกย้ำความปากว่าตาขยิบของตัวเองด้วย นักจิตวิทยาสังคมเพิ่งแยกแยะกลไกที่ทำให้เรามองไม่เห็นไม้ท่อนในตาตัวเองได้ นัยทางศีลธรรมของเรื่องนี้ค่อนข้างรบกวนจิตใจ เพราะมันท้าทายศีลธรรมของเราที่คิดว่าจริงแท้แน่นอนที่สุด แต่นัยอันนี้ก็ช่วยปลดปล่อยเราด้วย ปลดปล่อยจากลัทธิคลั่งศีลธรรมที่ทำลายล้าง และการเห็นตัวเองถูกต้องดีงามเสมอจนเกิดความขัดแย้งกับผู้อื่น”

“เบาไมสเตอร์ นักจิตวิทยาสังคม ได้สำรวจความชั่วร้ายจากมุมมองของทั้งเหยื่อและผู้กระทำ เมื่อมองจากมุมของผู้กระทำ เขาพบว่า คนที่ทำสิ่งที่คนอื่นเห็นว่าชั่วร้าย ตั้งแต่ทำร้ายคู่ของตัวเองไปจนถึงก่อฆาตกรรมหมู่ แทบไม่คิดเลยว่าตัวเองทำผิด พวกเขามักจะเห็นว่าตัวเองถูกทำร้ายและยั่วยุก่อน จึงตอบสนองด้วยวิธีที่เห็นว่ายุติธรรม พวกเขามักคิดว่าตัวเองเป็นเหยื่อ … ในแทบทุกงานวิจัยที่เบาไมสเตอร์ค้นคว้า เขาพบว่า เหยื่อมักมีส่วนร่วมในความผิดด้วย ฆาตกรรมส่วนใหญ่มักเป็นผลมาจากการยั่วยุและการตอบโต้ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ บ่อยครั้งถ้าเหยื่อไม่ตายไปเสียก่อนก็อาจเป็นฆาตกรได้ไม่ยาก”
.
.
ในเล่มยังยกตัวอย่างงานวิจัยประกอบเนื้อหาที่สนุกๆ มากมาย หลายเรื่องอาจเคยผ่านตากันมาแล้ว เช่น เรื่องเด็กกับมาชเมลโล, ลูกลิงกับแม่ปลอม หรือการยกตัวอย่างหนังสือน่าอ่านมาให้อีกเล่ม คือ เรื่อง FLAT LAND ที่เนื้อเรื่องเกี่ยวกับโลกสมมติที่ตัวละครเป็นเลขาคณิต 2 มิติ มาเจอกับ วงกลมซึ่งเป็น 3 มิติแต่พวก 2 มิติก็ไม่สามารถเห็นได้เพราะทั้งความเชื่อ ศรัทธา และโลกอันคับแคบบังตา จนเมื่อวงกลมพาเจ้าสี่เหลี่ยมออกไปนอกโลก จึงได้เห็นทั้งตื่นตะลึงและหวาดกลัวถึงกับยกย่องให้วงกลมเป็นพระเจ้า เรื่องนี้ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นว่าบางสิ่งที่เราไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็นและไม่เข้าใจแต่ะเราก็ยังเชื่อเหลือเกินว่าเข้าใจดี จนวันนึงเมื่อได้เห็นสิ่งใหม่ๆ เราถึงรู้ว่าโลก 2 มิตินั้นไม่เป็นเหตุเป็นผลอีกต่อไป

ปล.เราเจอเล่มนี้แล้ว Flat Land ของ Edwin Abbot มีแปลเป็นไทยที่ สนพ. สมมติ นะตามไปสอยมาอ่านได้ อิอิ
.
.
#โลกของนักอ่าน #รีวิวหนังสือ #bookreview #ห้องสมุดส่วนตัว #หนังสือ #แนะนำหนังสือ #อ่านสร้างชาติ #วิทยาศาสตร์แห่งความสุข #TheHappinessHypothesis #JanathanHaidt #โตมรศุขปรีชา #SALT #จิตวิทยา #วิทยาศาสตร์
.
ตูน (แอดมิน)
โลกของนักอ่าน
.
จะขอบคุณอย่างยิ่งถ้าเพื่อนๆ ช่วยกันแชร์และแนะนำหนังสือน่าอ่านกลับมาด้วยนะคะ เราจะได้ตามไปเก็บมาอ่านและรีวิวต่อเช่นกัน

Comments

comments

You Might Also Like