รีวิวหนังสือ “ยุโรปมืด”

รีวิวหนังสือ “ยุโรปมืด"

“นี่ไม่ใช่ไกด์บุ๊ก ไม่มีการแนะนำโรงแรม ไม่มีแผนที่ ไม่มีตารางรสบัสรถไฟ ไม่มีอะไรที่จะทำให้การท่องเที่ยวของคุณง่ายขึ้นเลย หนังสือเล่มนี้มีแต่เรื่องราวของเศษซากอนุสาวรีย์ ที่จะทำให้เรารู้ซึ้งถึงความไม่แน่นอนของโลก” (ส่วนหนึ่งจากปกหลัง)

และด้วยเนื้อหาที่เป็นไปตามผู้เขียนบอกกล่าว ฉันถึงรักหนังสือเล่มนี้…

รีวิวหนังสือ “ยุโรปมืด"
รีวิวหนังสือ “ยุโรปมืด”

รีวิวหนังสือ “ยุโรปมืด”
พีรพัฒน์ ตัณฑวณิช เขียน
สนพ. abook , 345.-

เล่มนี้เป็นหนังสืออีกเล่มที่อยากแนะนำให้คนที่ชอบดื่มด่ำกับประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรมระหว่างการเดินทางได้อ่านมากๆ ค่ะ ผู้เขียนพาเดินทางท่องเที่ยวแถบยุโรปตะวันออกจากกรุงเวียนนา สาธาณรัฐเช็ก เบอร์ลิน โปแลนด์ สโลวาเกีย บูดาเปสต์ และไปจบที่มิวนิก และอย่างที่ผู้เขียนเกริ่นไว้จริงๆ ว่าไม่ใช่ไกด์บุ๊กทั่วไป แต่กลับเป็นหนังสือที่ควรอ่านและพกไปเที่ยวด้วยมากที่สุด เพราะทุกสถานที่ที่ผู้เขียนไปเยียน ไม่ว่าจะเป็นสถานที่สำคัญ ร้านกาแฟ ถนนหนทาง ฯลฯ ทุกที่ล้วนมีประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในอดีตทั้งสิ้น

ไม่ใช่แค่การเล่าประวัติศาสตร์เชิงลึกที่เกิดขึ้น ณ สถานที่แห่งหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ในเล่มนี้ยังมีเรื่องราวหลากหลายให้รู้จักและตามไปรู้จักกันต่อทั้งประวัติบุคคล,วรรณกรรม คือนอกจากจะได้เกร็ดความรู้ที่หลากหลายจากการเดินทางท่องเที่ยวแล้ว อ่านเล่มนี้ยังได้หนังสือที่ต้องไปอ่านเพิ่มอีกเพียบ หลายเล่มที่ไม่เคยรู้จัก เช่น กลองสังกะสี ก็เพิ่งมารู้จักและตามหามาเก็บเพราะหนังสือเล่มนี้เลยค่ะ ^^

เริ่มต้นเดินทางจากกรุงเวียนนาผู้เขียนพาเที่ยวตั้งแต่โซนเมืองเก่าเล่าประวัติศาสตร์ตั้งแต่ชนวนสาเหตุของสงครามโลกครั้งที่1 และแน่นอนเมื่อพูดถึงกรุงเวียนนาย่อมคิดถึงร้านกาแฟที่บ่มเพาะปัญญาชนชื่อดังหลายคน มีทั้งต้นกำเนิดครัวซองต์ที่มาจากแรงบันดาลใจจากความพ่ายแพ้ของออตโตมัน ไปจนถึงกาแฟเวียนนา และศิลปินที่ชอบนั่งทำงานในร้านกาแฟอย่าง วอลแตร์ (ไอดอลของคอกาแฟที่ดื่มวันละหลายสิบแก้วแถมยังสร้างสรรค์งานเขียนดีมากๆ มาให้เราได้อ่าน 555)

หรือนักปรัชญาชาวเดนมาร์ก เซอเรน เคียร์เคอกอร์ ที่ชอบดื่มน้ำเชื่อมผสมกาแฟ โดยวิธีการรินกาแฟเข้มข้นมากๆ ลงในแก้วที่ใส่น้ำตาลไว้

หรือนักประพันธ์ดนตรี โยฮัน เซบาสเตียน บาค ที่อาจจะเป็นคนแรกๆ ของโลกที่ชอบนั่งทำงานในร้านกาแฟ จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้แต่งเพลง Coffee Cantata ส่วนบีโธเฟ่นนั้นชอบที่จะต้มกาแฟด้วยตัวเอง โดยจะคัดเลือกเมล็ดกาแฟ 60 เมล็ดต่อการชงกาแฟ 1 แก้ว แม้แต่นโปเลียน โปนาปาร์ตก็ยังเสพติดการดื่มกาแฟ

แล้วก็ร้านกาแฟนี่แหล่ะที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ความคิดที่ทำให้เกิดเหตุการณ์สำคัญๆ มากมายในยุโรป…

อ่านแล้วกลิ่นกาแฟก็ลอยมา แถมยังอยากไปตามรอยท่องเที่ยวร้านกาแฟที่เหล่าคนดังในประวัติศาสตร์เคยไปรวมตัวกันเลย อยากไปเห็นร้านที่โมสาร์ทเคยมาเล่นดนตรี เก้าอี้ที่ซิกมุนด์ ฟรอยด์นั่ง ร้านที่สตาลินกับลีออน ทรอตสกีมานั่งเล่นหมากรุกกันประจำ หรือร้านที่จิตรกรหนุ่มผู้ล้มเหลวจากความฝันในทางศิลปะแต่กลับถูกบันทึกชื่อในประวัติศาสตร์อย่างฮิตเลอร์
.
ที่กรุงปรากผู้เขียนพาเที่ยวตั้งแต่สะพานชาร์ลส์ จตุรัสที่ในสมัยก่อนเคยเป็นที่เผาคนบอกรีตซึ่งมีอนุสาวรีย์ ยัน ฮุส บุคคลที่อยู่ในช่วงที่ศาสนจักรยังปกครองอยู่ ฮุสเป็นอาจารย์สอนปรัชญาและยังเป็นนักเทศน์ประจำโบสถ์อีกด้วย แต่ในช่วงนั้นมีงานเขียนของปราชญ์ชาวอังกฤษ ชื่อ จอห์น ไวคลิฟฟ์ เกี่ยวกับการปฏิรูปศาสนาเริ่มเผยแพร่ขึ้น ฮุสก็เป็นคนหนึ่งที่ได้แรงบันดาลใจจากงานเขียนนี้จึงเริ่มแสดงความเห็นในเชิงขัดแย้งกับศาสนจักรโดยเฉพาะเรื่องการมีอภิสิทธิ์ชนของนักบวชระดับสูง ฮุสยังเป็นแกนนำเรียกร้องให้มีการปฏิรูปศาสนจักรและมีกลุ่มสมาชิกขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายฮุสถูกจับและให้เลือกว่าจะปฏิเสธสิ่งที่ตัวเองเคยสอนทั้งหมดว่าไม่จริง หรือจะถูกเผาทั้งเป็น ซึ่งฮุสเลือกยึดมั่นในความเชื่อของตนเองและถูกเผาทั้งเป็น ณ ที่แห่งนี้…

การเดินทางไล่ไปจนถึงร้านหนังสือแห่งหนึ่งที่อยู่ในตรอกทองคำข้างๆ ปราสาทปรากที่ที่เคยเป็นบ้านของ ฟรันซ์ คาฟคา สำหรับคอวรรณกรรมคงแทบจะไม่มีใครไม่รู้จักผลงานของคาฟคา ที่มีลักษณะเฉพาะในความหม่น ความอึดอัดคับข้องใจในงานของเขาเสมอ คาฟคาเกิดมาในครอบครัวชาวยิวที่เข้มงวดมากและเดินตามเส้นทางที่พ่อวางไว้ คือเป็นนักกฏหมายและทำงานในบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่งเพื่อความมั่นคงทั้งๆ ที่จิตวิญญาณของเขาคืองานเขียน ที่จะทำได้ช่วงที่ทุกคนเข้านอนกันแล้วเท่านั้น…
.
มาถึงกรุงเบอร์ลินก็คงจะไม่พูดถึงฮิตเลอร์ไม่ได้ ในตอนนี้มีข้อมูลอธิบายว่าทำไมฮิตเลอร์ถึงได้ฮิตในช่วงนั้น ทั้งเรื่องความขัดแย้งกันของสภารัฐไวมาร์ ทหารและประชาชน เรื่องเศรษฐกิจที่ล่มสลาย เรื่องความเชื่อมโยงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ที่หลายคนคิดว่ามันคือสงครามเดียวกันแค่มีช่วงพักยก รวมถึงงานเขียนของฮิตเลอร์ ชื่อ Mein Kampf หรือ การต่อสู้ของข้าพเจ้า ที่กลายเป็นหนังสือขายดีในช่วงนั้น (ยอดขายตั้งแต่เผยแพร่จนจบสงครามโลกครั้งที่ 2 อยู่ที่ประมาณ 10 ล้านเล่ม)

“ถ้ามองจากคนยุคปัจจุบัน ก็น่าจะเป็นฮิตเลอร์และพรรคนาซีนั่นแหล่ะที่เป็นภัยของชาติและของมนุษยชาติ หากแต่ไม่ใช่อยู่ภายในจิตใจของประชาชนไวมาร์ในยุคนั้น ภัยของชาติสำหรับชาวเยอรมันในยุคนั้นเป็นเรื่องอื่นที่จำเป็นต้องใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเพื่อจัดการ” (ส่วนหนึ่งจากหนังสือ)
.
ข้ามมาถึงโปแลนด์ประเทศที่หายไปจากแผนที่โลกครั้งแล้วครั้งเล่า ผู้เขียนพาไปเที่ยวเมืองกดัญสค์ (Gdańsk) ที่เมืองนี้เลยทำให้ได้รู้จักกับวรรณกรรมระดับโลกอีกเล่มที่ชื่อ The Tin Drum หรือ กลองสังกะสี ของ กึนเทอร์ กรัสส์ นักเขียนรางวัลโนเบลชาวเยอรมันซึ่งเมืองนี้เป็นบ้านเกิดของเขาและในเรื่องกลองสังกะสีก็ใช้เมือง กดัญสค์ (Gdańsk) เป็นฉากหลังของนิยาย

เรื่องกลองสังกะสีได้รับการยกย่องให้เป็นนิยายสัจนิยมมหัศจรรย์ที่ดีที่สุดของโลกคู่ไปกับงานของ กาเบรียล มาเกซ เรื่อง หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว และงานของ ซัลมาน รัชดี เรื่อง Midnight’s Children เลยทีเดียว เรื่องกลองสังกะสีเป็นนิยายโศกนาฏกรรมของหลายชีวิตที่ถ่ายทอดผ่านเรื่องเหนือธรรมชาติที่สะท้อนความโหดร้ายของสงครามได้อย่างสมจริง ฉากของเรื่องคือช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ส่วนฉากที่เหนือจริงในเรื่องถูกตีความในเชิงสัญลักษณ์ต่างๆ
.
ค่ายเอาชวิทซ์..
“ชาวยิวเฉพาะในเมืองคราคูฟเกือบ 20,000 คนต้องถูกจำกัดอยู่ในพื้นที่เพียงไม่กี่ ตร.กม. หนึ่งในนั้นคือเด็กน้อย โรมัน โปไลสกี ในวัยไม่ถึง 10 ขวบ เขาโชคดีที่มีโอกาสหนีออกมาจากเก็ตโต้ในคราคูฟด้วยความช่วยเหลือของกลุ่มคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก และอพยพไปสหรัฐอเมริกา จนในเวลาต่อมาได้กลายเป็นผู้กำกับภาพยนต์ระดับโลก โดยหนึ่งในภาพยนต์สำคัญที่ทำให้เขาได้รับรางวัลออสการ์ คือ The Pianist เรื่องราวของนักเปียโนหนุ่มชาวยิวในช่วงเวลาแห่งความโหดร้ายนี้เอง” (ส่วนหนึ่งจากในหนังสือ)
.
.
ที่ยกตัวอย่างมาเล่าเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ที่เกี่ยวกับกาแฟ วรรณกรรม เท่านั้นแต่จริงๆ ในเล่มทุกหน้าอัดแน่นด้วยเกร็ดประวัติศาสตร์แทบจะทุกด้านทั้ง สงคราม การเมือง อาหาร ดนตรี ศิลปะ ฯลฯ เรียกว่าทุกที่ที่ผู้เขียนไปเยือนจะมีเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ทั้งหมด เป็นหนังสือท่องเที่ยวแนวใหม่ที่ถูกใจนักอ่านอย่างเรามากค่ะ อยากแนะนำให้เพื่อนๆ หามาอ่านมาก!
.
ส่วนวรรณกรรมโดดเด่นที่ถูกพูดถึงในเล่มนี้ที่มีแปลไทยแล้ว (เผื่อจะมีคนไปตามหามาเข้ากองดองเหมือนเรา) ได้แก่
-หนังสือของ ฟรันซ์ คาฟคา ทุกเล่ม ที่นิยมสุดคือ The Metamorphosis หรือ กลาย / The Trial หรือ คดีความ
-ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต ของ มิลาน คุนเดอรา
-ในสาธารณรัฐไวมาร์ ฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ของ ภาณุ ไตรเวช
-กลองสังกะสี The Tin Drum ของ กึนเทอร์ กรัสส์
-กุหลาบขาวและนาซี Sophie Scholl ของ ไพรัช แสนสวัสดิ์
-ชุมชนจินตกรรม ของ เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน
.
.
📚โลกของนักอ่าน #รีวิวหนังสือ #bookreview #ห้องสมุดส่วนตัว #หนังสือ #แนะนำหนังสือ #อ่านสร้างชาติ #ยุโรปมืด #พีรพัฒน์ตัณฑวณิช #ABook #ท่องเที่ยว #ประวัติศาสตร์
.
ตูน (แอดมิน)
โลกของนักอ่าน
.
จะขอบคุณอย่างยิ่งถ้าเพื่อนๆ ช่วยกันแชร์และแนะนำหนังสือน่าอ่านกลับมาด้วยนะคะ เราจะได้ตามไปเก็บมาอ่านและรีวิวต่อเช่นกัน

Comments

comments

You Might Also Like