รีวิวหนังสือ “ที่ทำงานไม่ใช่ที่ตายทำยังไงให้อยู่รอด”

รีวิวหนังสือ “ที่ทำงานไม่ใช่ที่ตายทำยังไงให้อยู่รอด"

การซื่อสัตย์ต่อองค์กรเป็นเรื่องดี แต่ไม่ควรคิดหวังว่าองค์กรก็จะซื่อสัตย์ต่อคุณตอบ”

รีวิวหนังสือ “ที่ทำงานไม่ใช่ที่ตายทำยังไงให้อยู่รอด"
รีวิวหนังสือ “ที่ทำงานไม่ใช่ที่ตายทำยังไงให้อยู่รอด”

รีวิวหนังสือ “ที่ทำงานไม่ใช่ที่ตายทำยังไงให้อยู่รอด”
แดน รัสต์ เขียน / พอหทัย อภิรัชฏาพร แปล
สนพ. อมรินทร์ฮาวทู , 295.-
.
หนังสือของอรินทร์ฮาวทูแต่ละเล่มนี่นอกจากชื่อหนังสือจะเตะตาให้หยิบแล้ว เนื้อหาก็ยังเข้มข้นตามไปด้วยเรื่องนี้ต้องยอมให้เลย เล่มนี้เป็นอีกเล่มที่อ่านแล้วชอบมาก เพราะไม่ใช่แค่การอยู่รอดอย่างฉลาดว่าจะสู้หรือเลี่ยงในที่ทำงานแล้ว ยังช่วยให้เข้าสังคมในชีวิตประจำวันที่เราต้องพบเจอกับผู้คนหลากหลายประเภทด้วย
.
เนื้อหามี 9 บทในแต่ละบทก็จะมีสถานการณ์น่าจสนใจแตกต่างกันไปโดยผู้เขียนเองก็เคยประสบปัญหาวายป่วงในหน้าที่การงานมาก่อน โดนไล่ออกกะทันหันแบบปิดบริษัทหนี โดนเลย์ออฟช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ฯลฯ และจากประสบการณ์ที่เป็นนักฝึกอบรมที่ปรึกษาให้กับคนหลากหลายประเภท ตั้งแต่ระดับพนักงานไปจนถึงผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ จึงทำให้มีเรื่องเล่าจากคนเหล่านี้เยอะมาก อ่านแล้วจะทำให้รู้เลยว่าที่เราโดนอาจจะเล็กน้อย หรือบางเรื่องแก้ไขได้ด้วยการพลิกบางอย่างแค่นิดเดียวแต่ปัญหา+อารมณ์กลับบังตาเรา
.
หนังสือพูดถึงการสังเกตและอ่านคนที่พบเจอรวมถึงสถานการณ์แวดล้อมขององค์กรที่เราต้องทำงานด้วยหรือของลูกค้าเรา, วิธีรับมือกับวัฒนธรรมองค์กรหรือการเมืองในออฟิส, ความคิดของเราจะสะท้อนการแสดงออกและการตัดสินใจของเรา, เพิ่มพลังให้กายในและความคิดในการต่อสู้กับปัญหาต่างๆ และมองภาพกว้างด้วยความเข้าใจ, นำเสนอผลงานหรือตัวเองอย่างมีกลยุทธ์, การตัดสินใจอย่างมีคุณภาพ และฟื้นคืนชีพได้เร็วเมื่อประสบความล้มเหลว เป็นต้น (บอกแล้วว่าน่าอ่าน อิอิ)
.
.
:::ตอนที่ชอบจากหนังสือ:::

“การซื่อสัตย์ต่อองค์กรเป็นเรื่องดี แต่ไม่ควรคิดหวังว่าองค์กรก็จะซื่อสัตย์ต่อคุณตอบ”

เพื่อนของผมชวนไปงานประจำปีที่ ceo เฉลิมฉลองวัฒนธรรมองค์กรซึ่งให้ความสำคัญกับ “ครอบครัวมาก่อน” และแทบจะเรียกน้ำตาได้เมื่อเขาบรรยายว่าทุกคนในงานเป็นเหมือนครอบครัวมากขนาดไหนสำหรับเขา ตลอดจนความทุ่มเทให้กับสุขภาพและความสุขของพนักงานทุกคน พวกเขาดูสนิทสนมกันและผูกพันกันราวกับครอบครัวจริงๆ

…แต่แล้ว 2-3 เดือนให้หลังเพื่อนของผมเล่าให้ฟังว่าคนในแผนกของเธอ 8 คนถูกเลย์ออฟเพราะบริษัทตัดสินใจยุติการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่ง ก่อนหน้านั้นในอาทิตย์เดียวกันนั่นเอง หัวหน้าของเธอมาหาเธอที่บ้านแล้วบอกว่า “คุณเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของครอบครัวเรามาตลอด และเราก็ซาบซึ้งใจจริงๆ ในความทุ่มเทของคุณ แต่ในส่วนธุรกิจแล้วเรากำลังมุ่งหน้าไปอีกทาง ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องให้คุณไป”

หะ…ครอบครัวประเภทไหนหรอถึงทำกันอย่างนี้
…ความจริงก็คือพนักงานไม่ได้สำคัญ สิ่งสำคัญคือผลงานและความทุ่มเทให้กับเป้าหมายของบริษัทต่างหาก ในฐานะ “ทรัพยากรมนุษย์” เราต่างล้วนมีหน้าที่ และหน้าที่นั้นก็ขับเคลื่อนธุรกิจ จนเมื่อเราไม่สามารถทำตามหน้าที่ได้อีกต่อไปบริษัทก็จะตัดเราออกจากกลุ่ม
.
.
อีกตอนนึงที่ชอบคือเรื่องการเมืองในออฟิสหรือการถูกเพื่อนร่วมงาน, ลูกน้องแทงข้างหลัง หนังสือเล่าถึงเคสนึงที่ผู้บริหารระดับกลางเข้ามาทำงานกับทีมใหม่เธออาจจะเก่งเรื่องงานมากแต่การเข้ามาใหม่โดยไม่รู้จักทีมหรือวัฒนธรรมเดิมจึงทำให้ยิ่งมีช่องว่างในการทำงานซึ่งตอนแรกเธอก็โทษว่าเป็นความผิดของกลุ่มคนเก่าเหล่านั้น แต่ตอนหลังเธอเพิ่งค้นพบและยอมรับว่าจริงๆ แล้วเธอเองก็มีส่วนทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เพราะการเข้ามาในตำแหน่งหัวหน้าเมื่อเข้ามาเจอบรรยากาศที่ต่อต้านกันนิดๆ เธอจึงเลือกที่นั่งในคอกที่อยู่ไกลจากทีมงานมากๆ และคิดว่าจะเป็นการแยกตัวเองออกจากสิ่งลบๆ แต่นั่นก็ทำให้มิตรภาพระหว่างเธอกับลูกน้องถูกแยกออกไปด้วย สิ่งที่ควรพยายามทำก็คือ กอดคนที่เกลียดคุณและผูกไมตรีกับคนที่แทงข้างหลัง เพราะหลายครั้งศัตรูมักกลับกลายเป็นมิตรที่ดีได้ ถึงจะมีคนบางประเภทที่เปลี่ยนไม่ได้ก็ตาม ^^
.
ยอมรับความผิดพลาดและพยายามทำความเข้าใจกับมันเสมอ อย่าคิดว่าเป็นเรื่องของชะตากรรม ต้องตั้งคำถามว่าแล้วเราทำอะไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ้าง ชอบคำพูดนึงในหนังสือตอนนี้ว่า

“ถ้าจะมีกฏเหล็กสักข้อที่ช่วยขับเคลื่อนอาชีพการงานและชีวิตของคุณไปข้างหน้าได้ กฏนั้นก็คือ จงรับผิดชอบชีวิตของตัวเองอย่างสมบูรณ์ในทุกสถานการณ์และทุกกรณี ถ้าพรุ่งนี้เกิดมีภูเขาไฟระเบิดในสวนหลังบ้านแล้วพ่นลาวาใส่บ้านคุณจนท่วม คุณก็ยังต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ ทำไมคุณถึงไม่ศึกษาธรณีวิทยาบนพื้นที่ตั้งบ้านคุณให้ดีกว่านี้ล่ะ การยอมรับความผิดของตนเองหมายถึงการไม่โทษสิ่งอื่นโดยดุษณี ไม่หาข้ออ้าง ไม่ยืมคำพูดของคนอื่นมา..โทษความไม่ยุติธรรมของโลกหรือโชคร้าย”
.
นอกจากรู้จักสังเกตคนและสิ่งรอบตัวแล้วเมื่อต้องเผชิญปัญหาท้าทายหรือโอกาสดีๆ ที่ผ่านมาอย่างรวดเร็ว ความลังเลสงสัยที่จะต้องตัดสินใจก็เป็นอีกสิ่งนึงที่อาจทำให้เราพลาดอะไรดีๆ ในชีวิตไปอีกมาก เพราะในโลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ ดังนั้นถามส่วนลึกภายในของตัวเอง ถามเหตุผลข้อเท็จจริงประกอบ และตัดสินใจลงมือทำทันที อย่ารอจนกว่าจะเจอทางออกที่สมบุรณ์แบบเพราะสิ่งนั้นอาจไม่เคยมาถึงจริง
.
เป็นหนังสือดีอีกเล่มที่แนะนำให้อ่านค่ะ 🙂

“การจะยอมรับข้อเสียของคนอื่นได้ คุณต้องยอมรับข้อเสียของตัวเองให้ได้ก่อน”
.
ตูน (แอดมิน)
📚โลกของนักอ่าน
.
จะขอบคุณอย่างยิ่งถ้าเพื่อนๆ ช่วยกันแชร์และแนะนำหนังสือน่าอ่านกลับมาด้วยนะคะ เราจะได้ตามไปเก็บมาอ่านและรีวิวต่อเช่นกัน

Comments

comments

You Might Also Like