รีวิวหนังสือ “ดาวซานถี่”

รีวิวหนังสือ “ดาวซานถี่"

“มนุษย์มองเห็นความเป็นป่ามืดในจักรวาลได้ช้า ไม่ใช่เพราะวิวัฒนาการของอารยธรรมไม่สมบูรณ์จึงทำให้ขาดความรู้เกี่ยวกับจักรวาล แต่เป็นเพราะมนุษย์มีความรัก”

รีวิวหนังสือ “ดาวซานถี่"
รีวิวหนังสือ “ดาวซานถี่”

รีวิวหนังสือ “ดาวซานถี่”
หลิวฉือซิน เขียน / เรืองชัย รักศรีอักษร แปล
สนพ. โพสบุ๊คส์
.
✏️ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อนิยายชุดดาวซานถี่ที่ได้รางวัลฮูโกในปี 2015 และได้ยินกระแสเทียบเท่ากับไอแซก อาซิมอฟ และปู่อาเธอร์ ซี. คล้ากของเราก็ยังแค่รู้สึกหันมามองว่าขนาดนั้นเลยหรอ? แต่พอเห็นข่าวว่ามาร์ค ซักเกอร์เบิร์กและโอบามาอ่านก็เริ่มรู้สึกว่าน่าจะต้องลองอ่านซักหน่อย หลังจากดองไว้เกือบ 2 ปี เลยหยิบมาลองอ่านเล่นๆ โอ๊ยยสนุกจนวางไม่ลงต้องอ่านรวดเดียวจนจบทั้ง 3 เล่ม หลังอ่านจบนึกขอบคุณผู้เขียนอยู่ในใจที่ได้ผลิดผลงานขึ้นหิ้งแบบนี้มาให้มนุษย์โลกได้อ่าน, ขอบคุณตัวเองที่อยู่ๆ หยิบขึ้นมาลองอ่าน และต้องขออภัยจากใจที่เคยดูแคลนนิยายวิทยาศาสตร์จีนเอาไว้เล็กๆ ว่าจะมาเทียบชั้นครูอย่างทั้ง 2 ท่านได้ยังไง แต่ ณ จุดนี้บอกเลยว่ายกให้ดาวซานถี่เป็นที่ 1 เหมือนที่เพื่อนนักอ่านบางคนบอกไว้จริงๆ …
.
✏️ดาวซานถี่ไม่ใช่แค่นิยายวิทยาศาสตร์ธรรมดาแต่เนื้อหาครอบคลุมวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ในโลกยุคปัจจุบันทั้งหมดและใช้ข้อมูลเท่าที่มีอยู่นี้ร้อยเรียงเรื่องราวตั้งแต่อดีต-ปัจจุบัน-อนาคตในช่วงระยะเวลา 500 ปี โดยเปิดเรื่องด้วยเรื่องราวปฏิวัติวัฒนธรรมในจีนเป็นจุดเริ่มต้นให้มีการศึกษาพัฒนาวิทยาศาสตร์ในทางลับและทิ้งปมไว้ แล้วกระโดดไปยุควิทยาศาสตร์ฟิสิกส์สมัยใหม่พวกควอนตัม ดาราศาสตร์ ทฤษฏีซุปเปอร์สตริง ทฤษฏีM นาโนเทคโนโลยี เกมVR คอมพิวเตอร์ มีติที่4 ความเร็วแสง-การเดินทางระหว่างดาวฤกษ์ พลังงานฟิสิกส์ฟิวชั่น-ฟิซชั่น การจำศีลคนเพื่อรอรักษาโรคหรือเพื่อข้ามไปในอนาคต ฯลฯ (ขนาดไม่มีพื้นฐานทางด้านนี้เลยยังอ่านได้อย่างสนุกมากๆ ค่ะแค่ไม่เข้าใจในรายละเอียดทฤษฏีแต่ไม่ทำให้เนื้อเรื่องเบาลงเลย :P)
.
✏️ดาวซานถี่เป็นนิยายวิทยาศาสตร์ที่ผสมผสานระหว่างความก้าวหน้าในทางเทคโนโลยีของมนุษย์ในอนาคตแต่อีกด้านก็เปิดเผยจิตใจธาตุแท้ความซับซ้อนของมนุษย์ด้วย หลายเหตุการณ์ในเรื่องทำให้ต้องกลับมานั่งนิ่งๆ คิดว่าถ้าเราอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นเราจะยังเป็นคนดีมีศีลธรรมอยู่จริงหรือไม่ อะไรที่ทำให้เรากล้าตัดสินคนที่คิดแบบนั้นว่าถูกหรือผิด จริงๆ แล้วศีลธรรมคืออะไร อะไรคือความหมายของการมีชีวิตอยู่เพื่อรักษาเผ่าพันธุ์ของเรา อ่านนิยายแต่เหมือนอ่านหนังสือปรัชญาไปด้วย ยิ่งเล่ม2 นี่อ่านแล้วดิ่งมากต้องนั่งนิ่งๆ ไปพักใหญ่ เชื่อว่าเราจะไม่ได้เจอหนังสือแบบนี้บ่อยแน่ๆ
.
✏️และด้วยความที่เนื้อเรื่องของดาวซานถี่ค่อยข้างซับซ้อนเพราะมีหลายยุคสมัยเข้ามาเกี่ยวข้องในแต่ละยุคก็จะมีตัวละครใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ แต่จะมีคนจากยุคคริสตศักราช (ยุคพวกเรานี่แหล่ะคือคนยุคโบราณในหนังสือ) ที่นอนจำศีลมาแล้วมาตื่นขึ้นเพื่อเชื่อมต่อภารกิจระยะยาวในการตั้งรับต่อสู้กับชาวดาวซานถี่ที่จะมายึดจักรวาลของเรา เลยทำให้เนื้อเรื่องไม่ใช้ติดอยู่แค่สิ่งประดิษฐ์หรือการต่อสู้อวกาศเหมือนที่หลายคนคิด แต่เป็นการปูพื้นเล่าประวัติศาสตร์มนุษยชาติตั้งแต่ยุคที่ฆ่ากันด้วยก้อนหินหลายพันปี จนถึงยุคเทคโนโลยีที่เหมือนพลิกฝ่ามือแค่ไม่กี่ร้อยปีของมนุษย์ และเมื่อความเจริญถึงขีดสุดมนุษย์เมื่อมนุษย์พบกับวิกฤติล้างเผ่าพันธุ์จากนอกโลก เราก็จะหันกลับมาสู้กันเองด้วยหินอีกครั้ง… ทั้งสนุก ตื่นเต้น บีบหัวใจมนุษย์คนนึงจริงๆ
.
✏️เนื้อเรื่องแบบย่อมากๆ …เมื่อมนุษย์อยากสื่อสารกับจักรวาลภายนอกด้วยความจริงใจแต่กลับกลายเป็นฝ่ายเปิดเผยตัวให้กับสิ่งมีชีวิตในจักรวาลอื่นๆ จนทำให้หนึ่งในนั้นคือระบบดาวซานถี่ได้รู้จักโลกและระบบสุริยะของเราและอยากยึดไว้เองจึงร่วมมือกับมนุษย์อีกพวกที่เกลียดความอยุติธรรม ความเหลื่อมล้ำของมนุษย์ด้วยกันเองจนหันไปช่วยเหลือชาวซานถี่มายึดโลก จึงเป็นที่มาของเรื่องราวที่มนุษย์ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อรักษาเผ่าพันธุ์และอารยธรรมของตัวเองเอาไว้
.
มนุษย์ผู้หลงลำพองในตัวเองว่าเป็นศูนย์กลางจักรวาล จริงๆ แล้วเราไม่รู้อะไรเลย ในสายตาของผู้มีอารยธรรมเหนือกว่า มนุษย์ก็เป็นแค่แมลงตัวหนึ่ง…
.
.
✏️ขอไม่เล่าเรื่องย่อมากแต่อยากเล่าถึงเรื่องที่รู้สึกชอบมากในเรื่องนี้แทน เช่น วิวัฒนาการของชาวดาวซานถี่ที่ต้องอยู่บนดาวที่มีดวงอาทิตย์ 3 ดวงที่ไร้วงโคจรจึงทำให้ต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอดในยุคเสถียร (ใช้เรียกตอนช่วงที่ดวงอาทิตย์ขึ้นดวงเดียวมีกลางวันกลางคืนแบบปกติ) ชาวซานถี่ก็จะเร่งพัฒนาชีวิต ส่วนพอถึงยุคโกลาหล (คือกลางวันกลางคืนไม่แน่นอน บางทีดวงอาทิตย์ก็ขึ้นหลายดวงทำให้ชีวิตอยู่ไมได้) ชาวซานถี่ก็จะขับน้ำในร่างตัวเองกลายเป็นแผ่นหนังแห้งๆ เก็บไว้พอยุคสเถียรเกิดก็เอาไปแช่น้ำมีชีวิตขึ้นมาใหม่ 555555 ชอบอ่ะ เก๋ดี เบื่อๆ ก็ขับน้ำหนีเลย
.
✏️อีกอย่างที่ล้ำหน้ามนุษย์โลกไปมากนอกจากยานความเร็วแสง เดินทางในอวกาศระหว่างจัรวาลได้ ก็คือเรื่องการสื่อสาร ชาวซานถี่จะสื่อสารกันตรงจากความคิดสู่ความคิด นั่นแปลว่าทุกอย่างจะตรงไปตรงมา จริงใจ หลอกไม่ได้ แต่ข้อนี้แหล่ะที่ทำให้ดาวซานถี่แพ้มนุษย์เพราะต่อให้ใช้เทคโนโลยีโซฟอนเล็กในระดับมาโครเพื่อมากั้นพัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ของมนุษย์และใช้เวลาศึกษามนุษย์หลายร้อยปีก็ยังจัดการมนุษย์ยาก เพราะมนุษย์คิดอย่าง ทำอย่าง พูดอีกอย่าง โซฟอนของชาวซานถี่ลอยในอากาศฟังทุกคำพูดที่มนุษย์พูดได้แต่อ่านความคิด หรือการกระทำที่ย้อนแย้งกันของมนุษย์ไม่ได้ (ในใจก็อยากจะบอกชาวซานถี่ว่าพวกเราเองก็ยังตีกันเองเพราะเรื่องนี้แหล่ะ ชาวซานถี่ถอยไปเถอะ! #อ่อนแอก็แพ้ไป 😃 )
.
.
✏️เทคโนโลยีในเรื่องที่อ่านแล้วว้าวๆ เช่น เส้นนาโนที่เรียกว่ามีดบินเป็นเทคโนโลยีสร้างโมเลกุลที่เล็กกว่าเส้นผม 10 เท่า แต่มีความแข็งแรงมากจนผ่าเรือรบได้เป็นชิ้นเค้กเล็กๆ ยังมีในเล่ม 3 ที่ใช้เส้นลวดนาโนนี้โยงนิวเคลียร์เพื่อให้ระเบิดเป็นจุดๆ ในอวกาศตามแนวเพื่อดันยานสำรวจไปด้วยแรงร้อยละ1 ของความเร็วแสง เป็นต้น
.
✏️หรือเรื่องอาวุธชีวภาพไวรัสที่พัฒนาขึ้นเพื่อฆ่าคนเฉพาะเจาะลงด้วยการเปลี่ยนแปลงความร้ายแรงไปตาม DNA ของคนนั้น ถ้าคนอื่นรับเชื้อก็จะเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา
.
✏️แนวคิดการประทับความคิดลงในสมองโดยตรงทำให้เปลี่ยนความเชื่อในระยะยาวโดยสิ้นเชิงไปตามเรื่องที่จะประทับลงไป
.
✏️การใช้พลังงานจากดวงอาทิตย์เป็นตัวช่วยสะท้อนกระจายคลื่นวิทยุเพื่อให้ไปถึงจักรวาลอื่น เป็นต้น มีแต่เทคโนโลยีว้าวๆ เยอะมากค่ะ อ่านแล้วอยากขับน้ำเพื่อรอไปตื่นในอีกซัก 200 ปีข้างหน้าเลย 5555
.
✏️อีกเรื่องที่ชอบขนาดเก็บไปฝันคือเรื่องมิติที่ 4 ในนิยายอธิบายเรื่องมิติที่ 2-3 4 ไว้อย่างละเอียดว่ามิติที่ต่ำกว่าจะมองไม่เห็นมิติที่สูงกว่า แต่มิติที่สูงกว่าจะเห็นได้อย่างละเอียดไปถึงเซลล์ ในเรื่องพวกนี้ตอนท้ายๆ เรื่องพระเอกที่โดนส่งสมองออกไปนอกจักรวาลเพื่อไปสืบในดาวซานถี่พยายามทำภารกิจที่ได้รับครั้งสุดท้ายโดยการส่งสารลับมาในรูปแบบนิทานเพื่อให้มนุษย์โลกตีความได้อธิบายเรื่องวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับพลังงาน มิติ เวลา การเดินทางตามแนวโค้งขอบอวกาศ การลดความเร็วแสง ฯลฯ เอาไว้ในนิทานพื้นบ้าน คือว้าวมาก ว้าวผู้เขียนนี่แหล่ะ อะไรจะซับซ้อนลึกในลึกได้อย่างมีระบบระเบียบแบบนี้!!
.
.
✏️สรุปคือ “ดาวซานถี่” เป็นนิยายที่ต้องอ่านซักครั้งในชีวิตเลยค่ะ คนที่ชอบแนวนี้หรือมีพื้นฐานฟิสิกส์จะยิ่งอินหนักมาก ส่วนคนที่ไม่มีพื้นฐานแต่ชอบอ่านนิยายแนวไซไฟหรืออยากรู้จักกับที่สุดของนิยายวิทยาศาสตร์ในยุคนี้ก็ควรลองเปิดใจหยิบมาอ่านเช่นกันค่ะ ^^
.
.
📒(เนื้อหาจากหนังสือ)
เป็นตอนที่ผู้กอบกู้โลกพยายามไปพบกับหัวหน้าผู้ก่อการร้ายระดับโลกเพื่อให้มาช่วยกู้โลกด้วยกัน แต่หัวหน้าผู้ก่อการร้ายพูดว่า..

“..หลายปีมานี้คุณไม่รู้เลยว่าเราต้องการอะไร.. อาวุธรึ เงินทองรึ ไม่ใช่ สิ่งที่เราต้องการมีค่ามากกว่านี้ องค์กรอยู่รอดมาได้ไม่ใช่เพราะมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่อย่างเซลดอล คุณไม่มีทางทำให้คนที่มีสติปัญญาปกติเชื่อและสละชีวิตเพื่อสิ่งนั้น การที่องค์กรอยู่รอดก็เพราะมีสิ่งนั้น สิ่งนั้นเป็นอากาศและเลือดเนื้อขององค์กร ถ้าไม่มีสิ่งนั้น องค์กรจะล่มสลายทันที ….ความแค้น…. ในแง่หนึ่งเนื่องจากมีศัตรูร่วมกัน ความแค้นระหว่างเรากับชาวตะวันตกจึงลดลง อีกแง่หนึ่งขาวซานถี่ต้องการทำลายมนุษย์ทั้งหมดรวมทั้งชาวตะวันตก สำหรับพวกเราแล้วการตายตกตามกันเป็นความสุขอย่างหนึ่ง..”

“..ผมค้นพบสมมุติฐานว่าด้วยจุดจบข้อนึง.. ถ้าอาถรรพ์มาถึงบ้านแสดงว่าโดนผีหลอก แต่ที่ผมว่าผีหลอก หมายถึงไม่มีผี แต่มีคนชักใยอยู่เบื้องหลัง..”📒
.
.
📚#โลกของนักอ่าน #รีวิวหนังสือ #bookreview #ห้องสมุดส่วนตัว #หนังสือ #แนะนำหนังสือ #อ่านสร้างชาติ #ดาวซานถี่ #หลิวฉือซิน #เรืองชัยรักศรีอักษร #TheThreeBodyProblem #นิยายวิทยาศาสตร์
.
ตูน (แอดมิน)
โลกของนักอ่าน
.
จะขอบคุณอย่างยิ่งถ้าเพื่อนๆ ช่วยกันแชร์และแนะนำหนังสือน่าอ่านกลับมาด้วยนะคะ เราจะได้ตามไปเก็บมาอ่านและรีวิวต่อเช่นกัน

Comments

comments

You Might Also Like